6.พม่า

ประเทศเมียนมาร์ หรือพม่า (Myanmar)
เมืองหลวง : เนปีดอ (Naypyidaw)
ภาษา : ภาษาพม่า เป็นภาษาราชการ
ประชากร : ประกอบด้วยเผ่าพันธุ์ 135 มี 8 เชื้อชาติหลักๆ 8 กลุ่ม คือ พม่า 68%, ไทยใหญ่ 8%, กระเหรี่ยง 7%, ยะไข่ 4% จีน 3% มอญ 2% อินเดีย 2%
นับถือศาสนา : นับถือพุทธ 90%, คริสต์ 5% อิสลาม 3.8%
ระบบการปกครอง : เผด็จการทางทหาร ปกครองโดยรัฐบาลทหารภายใต้สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ


จุดแข็ง

– มีพรมแดนเชื่อมต่อกับจีน และอินเดีย
– ค่าจ้างแรงงานต่ำเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน
– มีปริมาณก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก


ข้อควรรู้

– ไม่ควรพูดเรื่องการเมือง กับคนไม่คุ้นเคย
– เข้าวัดต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า
– ห้ามเหยียบเงาพระสงฆ์
– ให้นามบัตรต้องยื่นให้สองมือ
– ไม่ควรใส่กระโปรงสั้น กางเกงขาสั้น ในสถานที่สาธารณะและศาสนสถาน
– ผู้หญิงชอบทาทะนาคา (ผู้ชายก็ทาด้วย) ผู้ชายชอบเคี้ยวหมาก


พม่า หรือ เมียนมาเป็นรัฐเอกราชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับอินเดีย บังกลาเทศ จีน ลาว และไทย หนึ่งในสามของพรมแดนพม่าที่มีความยาว 1,930 กิโลเมตรเป็นแนวชายฝั่งตามอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน ด้วยพื้นที่ 676,578 ตารางกิโลเมตร ประเทศพม่าเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 40 ของโลก และใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำมะโนของประเทศในปี 2557 เผยว่าประเทศพม่ามีประชากรน้อยกว่าที่คาดมาก โดยมีบันทึกประชากร 51 ล้านคน มีเมืองหลวง คือ กรุงเนปยีดอ และนครใหญ่สุด คือ ย่างกุ้ง
อารยธรรมช่วงต้นในประเทศพม่ามีนครรัฐปยูที่พูดภาษาตระกูลทิเบต-พม่าในพม่าตอนบนและราชอาณาจักรมอญในพม่าตอนล่าง ในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ชาวพม่าเข้าหุบอิระวดีตอนบนและ ให้หลังการสถาปนาราชอาณาจักรพุกามในคริสต์ทศวรรษ 1050 ภาษา วัฒนธรรมพม่า และศาสนาพุทธนิกายเถรวาทค่อย ๆ ครอบงำในประเทศ ราชอาณาจักรพุกามล่มสลายเพราะการบุกครองของมองโกลและรณรัฐหลายรัฐกำเนิด ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ราชวงศ์ตองอูสร้างเอกภาพอีกครั้ง และช่วงสั้น ๆ เป็นจักรวรรรดิใหญ่สุดในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้[5] ราชวงศ์คองบองต้นศตวรรษที่ 19 ปกครองเหนือพื้นที่ซึ่งรวมประเทศพม่าสมัยใหม่และควบคุมมณีปุระและอัสสัมช่วงสั้น ๆ ด้วย บริติชพิชิตปพม่าหลังสงครามอังกฤษ-พม่าสามครั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และประเทศกลายเป็นอาณานิคมบริติช ประเทศพม่ากลายเป็นชาติเอกราชใน ค.ศ. 1948 ทีแรกเป็นชาติประชาธิปไตย และหลังรัฐประหารใน ค.ศ. 1962 เป็นเผด็จการทหาร แม้เผด็จการทหารสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2011 ผู้นำพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังเป็นอดีตนายทหาร
สำหรับช่วงเอกราชส่วนมาก ประเทศพม่าจมอยู่ในการต่อสู้ชาติพันธุ์ที่รุนแรง และกลุ่มชาติพันธุ์มากมายของพม่าเกี่ยวข้องกับสงครามกลางเมืองที่ดำเนินอยู่ที่ยาวที่สุดสงครามหนึ่งของโลก ระหว่างช่วงนี้ สหประชาชาติและอีกหลายองค์การรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบในประเทศ[6][7][8] ใน ค.ศ. 2011 มีการยุบคณะทหารผู้ยึดอำนาจการปกครองอย่างเป็นทางการหลังการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 2010 และมีการตั้งรัฐบาลพลเรือนในนาม แม้อดีตผู้นำทหารยังมีอำนาจมหาศาลในประเทศ แต่กองทัพพม่าดำเนินสู้การสละการควบคุมรัฐบาล เหตุนี้ ร่วมกับการปล่อยตัวออง ซาน ซูจี และนักโทษการเมือง ปรับปรุงประวัติสิทธิมนุษยชนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และนำไปสู่การผ่อนปรนการลงโทษการค้าและเศรษฐกิจอื่น[9][10] ทว่า ยังมีการวิจารณ์การปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยโรฮีนจาของรัฐบาลและการสนองที่เลวต่อการปะทะกันทางศาสนา
ประเทศพม่าอุดมด้วยหยกและอัญมณี น้ำมัน แก๊สธรรมชาติและทรัพยากรแร่อื่น ใน ค.ศ. 2013 จีดีพี (ราคาตลาด) อยู่ที่ 56,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจีดีพี (อำนาจซื้อ) อยู่ที่ 221,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[2] ช่องว่างรายได้ของประเทศพม่ากว้างที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เพราะเศรษฐกิจสัดส่วนใหญ่ถูกผู้สนับสนุนอดีตรัฐบาลทหารควบคุม[14][15] ใน ค.ศ. 2013 จากดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) ประเทศพม่ามีระดับการพัฒนามนุษย์ต่ำ โดยจัดอยู่อันดับที่ 150 จาก 187 ประเทศ



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น